วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2552

นวัตกรรม

“นวัตกรรม” มีหลายความหมาย แต่หลักๆ คงไม่พ้นเรื่อง “ความใหม่” หรือ “การสร้างสรรเชิงพาณิชย์” แสดงให้เห็นว่า “สิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นนั้นต้องเป็นที่ยอมรับของตลาด” คือคิดแล้วนำไปปฏิบัติ หรือผลิตขึ้นมาแล้วมีประโยชน์ มีคนซื้อ ทำกำไรในเชิงธุรกิจได้ จึงมีคนนิยาม “นวัตกรรม” ว่า คือ “ความคิดสร้างสรรค์ ที่ขายได้”!

ในกรณีที่มีสินค้ารูปแบบใหม่ๆ เกิดขึ้น แต่คนไม่นิยมซื้อ ประกอบธุรกิจไม่ได้ เราเรียกสิ่งนั้นว่าเป็นเพียงสิ่งประดิษฐ์ (Invention) ไม่ใช่ นวัตกรรม (Innovation)
++++++++++++++++++++++++++++++

ทำไมจึงต้องมีการสร้าง “นวัตกรรม”

เพราะ “นวัตกรรม” จะช่วยสร้างความได้เปรียบเชิงธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิพิเศษในการขอรับเงินสนับสนุนจากภาครัฐบาล, การเป็นผู้นำในกลุ่มของตลาดนั้นๆ เพราะยังไม่มีคู่แข่ง และบางนวัตกรรมที่นำไปจดสิทธิบัตร ยังสามารถหาผลประโยชน์ในการขายหรือเช่าสิทธิเหล่านี้ได้อีกด้วย

“นวัตกรรม” ไม่จำเป็นต้องเป็นสินค้าหรือสิ่งที่จับต้องได้เท่านั้น ยังครอบคลุมถึงเรื่องกระบวนการ, ช่องทาง และงานบริการได้อีกด้วย เช่น เจฟฟ์ เบซอส เปิดเว็บไซต์ http://www.amazon.com/ เพื่อให้บริการจำหน่ายหนังสือแก่คนทั่วโลก โดยผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต จะเห็นว่า “หนังสือ” ที่เจฟฟ์ เบซอสจำหน่ายในช่วงแรกนั้น ก็เป็นหนังสือที่มีวางขายตามร้านทั่วไป แต่การพัฒนาโปรแกรม ให้ลูกค้าสามารถสั่งซื้อได้จากเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างหากที่ถือเป็น “นวัตกรรม” ในการให้บริการและเพิ่มช่องทางการจำหน่ายหรือติดต่อสื่อสารซึ่งไม่จำเป็นต้องพบหน้าเห็นตัวผู้ขายเหมือนในอดีต

การสร้างนวัตกรรม จึงไม่จำเป็นต้องคิดทำอะไรใหม่ๆ เสมอไป เพียงใช้สิ่งที่มีอยู่เดิมมาผนวกกันเข้าก็ได้ เหมือน สินค้าในร้านหนังสือทั่วไป มาบวกกับความสามารถของอินเทอร์เน็ต ก็ได้ “ร้านจำหน่ายหนังสือออนไลน์” แล้ว...

ภายหลัง เว็บแห่งนี้ ได้สร้าง “นวัตกรรม” ในรูปแบบสินค้าที่จับต้องได้ คือเครื่องอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) ชื่อว่า “คินเดิล” (Kindle) ออกจำหน่าย โดยในรุ่นที่ 2 สามารถดาวน์โหลดข้อมูลเนื้อหาหนังสือต่างๆ ได้ถึง 1,500 เล่ม แถมมีลำโพงออกเสียงให้ฟังอีกด้วย
++++++++++++++++++++++++++++++++

เราจะสร้าง “นวัตกรรม” ได้อย่างไร!?!

การเกิด “นวัตกรรม” นั้น เริ่มต้นจาก “ความคิดสร้างสรรค์” และ “ความช่างสังเกต” คือต้องมีความรู้และความเข้าใจในสิ่งนั้นๆ อย่างถ่องแท้เสียก่อน จึงจะเห็นปัญหา แล้วคิดว่าจะแก้ไขหรือ สร้างประโยชน์ ทำให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้อย่างไร? ดังกรณีศึกษาของ Nubrella ผลิตภัณฑ์ที่จะมาแทนที่ร่มกันฝนกันลมในอนาคต



Alan Kaufman ผู้ประดิษฐ์คิดค้น (ขวา) และ Nubrella สินค้าที่ขายดีจนขาดตลาด และอาจมีส่วนทำให้ยอดขายร่มในอนาคตลดลง...

1. สังเกต ปลายเดือนธันวาคม พ.ศ. 2547 Alan Kaufman อยู่ในแมนฮัตตัน วันนั้นมีลมกรรโชกแรง เขามองไปบนท้องถนน เห็นคนจำนวนมากถือร่ม พวกเขาต้องพยายามบังคับร่มไม่ให้ปลิวไปตามกระแสลม ด้วยความทุลักทุเล เป็นปัญหาทำให้เดินไม่สะดวก เพราะต้องคอยรั้งร่มไปตลอดทาง

2. ตั้งคำถาม ขณะนั้นเขาคิดว่า จะทำอย่างไร จึงจะแก้ไขปัญหานี้ให้คนเหล่านั้นได้
3. บันทึกแนวคิด เขารีบวิ่งไปในห้อง แล้วเริ่มต้นหากระดาษ-ปากกา ร่างแนวความคิดสิ่งที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหานี้ โดยช่วงแรกไม่ได้คำนึงถึงเรื่องที่จะผลิตมันเป็นสินค้าเลย แค่คิดว่าจะแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น

4. ศึกษาความเป็นไปได้ วางแผนธุรกิจ เขาใช้เวลา 5 ปี ในการออกแบบ ทดสอบ วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยต้องเดินทางไปประเทศจีนถึง 6 เที่ยว Nubrella จึงกำเนิดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2550

5. เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ ความแปลกใหม่ของรูปร่างอุปกรณ์กันฝน กันลมแบบ Nubrella ประกอบกับประโยชน์ที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาของผู้ใช้ร่มประสบอยู่ ทำให้สื่อมวลชนต่างๆ ในสหรัฐฯ ให้ความสนใจ เกิดตัวแทนจำหน่ายเป็นจำนวนมาก ทำให้สินค้าผลิตไม่พอขาย!

แม้ว่า “นวัตกรรม” จะสร้างคุณประโยชน์ให้กับทุกฝ่าย แต่จะเห็นว่าธุรกิจในประเทศไทยกลับมีพัฒนาการที่เชื่องช้า และที่สามารถนำมาผลิตออกมาเป็นธุรกิจเพื่อจำหน่ายน้อยมาก ส่วนใหญ่ยังเป็นเพียงผลงานวิจัยของเหล่านักวิชาการ ไว้ศึกษาในห้องสมุดเสียมากกว่า

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะมีเหตุผลสองประการหลักก็คือ เนื่องจาก “นวัตกรรม” เป็นสิ่งใหม่ ผู้ประกอบการธุรกิจส่วนใหญ่ ไม่แน่ใจว่าเมื่อผลิตออกมาแล้วจะขายได้หรือไม่ ในขณะที่ช่วงเริ่มต้นนั้นต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง พวกเขาจึงมองว่า เอาเงินมาผลิตสินค้าที่ตลาดต้องการอยู่แล้ว เพื่อลดความเสี่ยงดีกว่า ปัญหานี้ ภาครัฐฯ จึงตั้งหน่วยงานขึ้นมาสนับสนุนในเรื่องความรู้ และเงินวิจัย เช่น สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (http://www.nia.or.th/)

ประเด็นต่อมา คือเมื่อ “นวัตกรรม” ออกสู่ท้องตลาด ยังไม่ทันขายหรือได้ทุนคืน ก็จะมีผู้ผลิตเลียนแบบ ออกมาจำหน่ายตัดราคา ทำให้สินค้าหมดคุณค่า ราคาตกลงทันที กรณีแบบนี้ ผู้ที่คิดค้นจึงจำเป็นจะต้องศึกษาเรื่องของกฏหมายสิทธิบัตร กับ กรมทรัพย์สินทางปัญญา เสียก่อน (http://www.ipthailand.org/) ว่าจะต้องจดทะเบียนรูปแบบใด จึงจะได้รับสิทธิคุ้มครองการค้าที่ตนอุตส่าห์ผลิตคิดค้นขึ้นมา!

อย่างไรก็ตาม การคิดค้น “นวัตกรรม” ขึ้นมาแล้วถูกก๊อปปี้ ก็มีผู้มองโลกในแง่ดีว่า อย่างน้อยก็ได้ชื่อว่าเป็น “ผู้นำ” ผมเคยถามเจ้าของสินค้ารายหนึ่งซึ่งมักเจอปัญหานี้บ่อยมาก เขาบอกว่า “ต้องคิด ประดิษฐ์ออกมาเรื่อยๆ อย่างน้อยก็ทำให้เราไม่หยุด เกิดการพัฒนาไปเรื่อยๆ คิดในแง่บวกก็คือ สินค้าเราดีจริงๆ เขาจึงกล้าลงทุนทำเลียนแบบ”

หากต้องหาข้อสรุปที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม ก็ขอให้จำสั้นๆ เพียงว่า “รักจะเป็นนักธุรกิจ อย่าหยุดคิด”

วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2552

คิดอย่างสร้างสรรค์


เชื่อหรือไม่ ว่าวิธีฝึกความคิดสร้างสรรค์ประการหนึ่งก็คือ “อย่าหยุดความพอใจ” เพราะตราบใดที่เราคิดว่า “สบายแล้ว” “พอเถอะ” “เสียเวลาเปล่า” จะทำให้เราหยุดคิด พึงพอใจในสิ่งเหล่านั้น และปัญหาที่ตามมาภายหลัง อาจเลวร้ายอย่างคาดไม่ถึง

ยุคหนึ่งเคยมีความเชื่อว่า อัตราการเจริญเติบโตของจำนวนมนุษย์ จะมีมากกว่า วัฏจักรการเกิดของพืชและสัตว์ที่เป็นห่วงโซ่อาหาร ตามธรรมชาติ จนเกิดความวิตกว่า ในอนาคตมนุษย์อาจต้องกินกันเอง เพราะขาดแคลนอาหาร แต่ในที่สุด “วิทยาศาสตร์” ก็ทำให้คนหาวิธีเพาะปลูก ขยายพันธุ์พืชเองได้ แถมนำไป “แปรรูปอาหาร” ให้เก็บไว้ได้นานขึ้น หรือแม้แต่ “อินเทอร์เน็ต” หรือ “อีเมล” ที่ช่วยลดการใช้กระดาษ (จึงยังทำให้เรามีต้นไม้เหลืออยู่) และค่าเดินทาง (แต่ทำไม น้ำมันยังแพงอยู่?)เพื่อติดต่อสื่อสารระหว่างกัน

เบื้องลึกแล้ว “มนุษย์” มักไม่พอใจกับอะไรง่ายๆ อยู่แล้ว พุทธศาสนา เรียกกิเลส ตัวนี้ว่า “โลภ” เช่นการเดินที่ต้องเร็วขึ้น สะดวกสบายมากขึ้น ทำให้เราประดิษฐ์จักรยานขึ้นมา ขี้เกียจปั่น ก็เอาเครื่องยนต์มาใส่แค่เหยียบคันเร่ง รถก็วิ่งแล้ว ตัดถนนไม่ทัน ก็มีผู้คิดเครื่องบินมาแล่นบนฟ้า จนได้เป็น “คอนคอร์ด” เครื่องบินที่เร็วกว่าเสียง ยังไม่นับยานอวกาศ ที่ส่งมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์

ความคิดสร้างสรรค์ ไม่ยุติแค่นั้น ยังมีคนเอา “ที่ดิน” บนดวงจันทร์มาจัดสรรประมูลขายกันได้อีก!

บางครั้ง เราต้องลืมคำว่า “เป็นไปไม่ได้” หากจะเริ่มต้นคิดอะไรใหม่ๆ

ความคิดสร้างสรรค์ ไม่ใช่เรื่องของ “พรสวรรค์” เป็นสิ่งที่ติดตัวมนุษย์ทุกคนตั้งแต่เกิด เคยสังเกตุไหมว่า ในวัยเด็ก เวลามองท้องฟ้า เรามักจะจินตนาการก้อนเมฆเป็นรูปสัตว์ สิ่งของต่างๆ แต่ทำไมโตขึ้น “จินตนาการ” เหล่านี้กลับลดน้อยถอยลง ทั้งที่เราได้รับการศึกษา มีปัญญามากขึ้น (ไอน์สไตน์บอกว่า จินตนาการสำคัญกว่าความรู้)

ต้องยอมรับว่าการศึกษาส่วนใหญ่ฝึกคนให้ใช้เหตุผล , ปฏิบัติตนต้องอยู่ในขนบธรรมเนียม ในกรอบของสังคม หากมีผู้ฝ่าฝืนระเบียบเหล่านี้ก็จะกลายเป็นพวกขบถทางความคิดหรือ “ขวางโลก” ไป

นักเรียนไทยจึงไม่ค่อยกล้าถามครูเวลาเรียนอยู่ในห้อง เพราะกลัวครูจะโกรธ หากตอบปัญหานั้นไม่ได้?

จิตใต้สำนึกแรกที่จะเกิดความคิดสร้างสรรค์ ก็คือ “ความเบื่อหน่าย” ที่ต้องปฏิบัติสิ่งเหล่านั้นอย่างซ้ำซากเป็นประจำ เราก็เริ่มคิดหาหนทางใหม่ นัยว่าเป็นความท้าทาย ประสบการณ์ใหม่ของชีวิต แต่สิ่งเหล่านี้ก็ยังเป็นเพียงแค่ “ความคิด” ที่วิ่งวนอยู่ในหัวสมอง เพราะหากปฏิบัติตามจิตใต้สำนึกจริงๆ ก็กลัวจะถูกคนรอบข้างตำหนิว่า “เพี้ยน”! หรือถูกกีดกันออกจากสังคม

เลยกลับไปพอใจกับ “ของเดิมๆ” ซึ่งควรจะพัฒนาหรือ “ต่อยอด” ให้ดียิ่งขึ้นได้

เพราะ “ความคิดสร้างสรร” นั้น มุ่งผลลัพธ์ที่เป็น “ประโยชน์” ต่อมนุษย์

หากเราคิดสิ่งที่เป็นประโยชน์ มีเหตุผลอธิบายได้ “ความคิดสร้างสรรค์” ก็เป็นสิ่งที่ทุกคนควรกระทำ

ภาพยนตร์ซีรี่ย์ญี่ปุ่น เรื่อง “นายกมือใหม่ หัวใจประชาชน” (Change) ภารกิจสุดท้ายที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น อาซาคุระ เคย์ตะ ทำก็คือให้ยกเลิกการเสิร์ฟน้ำชาระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรี เนื่องจากเห็นว่า ไม่มีใครรับประทาน และสุดท้ายก็ต้องนำไปเททิ้งเปล่าๆ เรื่องยกเลิกเสิร์ฟน้ำชานี้กลายเป็นเรื่องใหญ่โต มีผู้เกี่ยวข้องคัดค้านโดยให้เหตุผลว่า เป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบเนื่องกันมานาน

นายกเคย์ตะย้อนถามว่า “การปฏิบัติสืบเนื่องกันต่อๆ มา ถือว่าเป็นเหตุผลว่า สิ่งนี้ถูกต้องแล้วหรือ? ทำไมเราต้องสิ้นเปลือง เสียเวลาเสิร์ฟแล้วก็ต้องเอาไปทิ้ง ถ้ารัฐมนตรีคนไหน อยากจะทานน้ำชาก็ให้พกกระติกมา อย่างผม มันช่วยเก็บความร้อนได้ แล้วยังช่วยทำให้น้ำชาน่าทานกว่าเดิมด้วย!”

ความคิดของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นในภาพยนตร์เรื่องนี้จึงถือเป็น “ความคิดสร้างสรรค์” ที่มีประโยชน์ เพราะ ช่วยประหยัดงบรัฐบาล เป็นการใช้ภาษีราษฏรอย่างคุ้มค่ามากขึ้น
บางที ความคิดสร้างสรรค์ ที่เกิดขึ้น ก็ต้องอาศัย “ความกล้าหาญ” ที่จะต้องต่อสู้กับขนบธรรมเนียมประเพณีเดิมๆ ซึ่งอาจจะเหมาะสมเพียงแค่ในยุคสมัยหนึ่งเท่านั้น
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

บางครั้ง “ปัญหา” ก็ทำให้เราเกิดความคิดสร้างสรรค์ได้เช่นเดียวกัน ดังกรณีของโรงงานสบู่แห่งหนึ่ง ลูกค้ามักจะต่อว่าเรื่อง กล่องบรรจุว่า มีบางกล่องไม่มีสินค้า ถ้าเรามองปัญหาว่า กล่องที่ไม่มีสบู่บรรจุอยู่นั้นจะมี “น้ำหนัก” เบากว่ากล่องที่มีสินค้าบรรจุ ในระหว่างสายพานการบรรจุสินค้า บางคนอาจต้องคิดวิธีติดตั้งเครื่องชั่งน้ำหนักขนาดเล็กว่า หากไม่ผ่านเกณฑ์ (น้ำหนักกล่องบวกสบู่) ก็ให้มีแขนกลปัดออกจากสายพานลำเลียงทันที

วิธีคิดแบบนี้มีค่าใช้จ่ายมาก และต้องเสียเวลาในการดัดแปลงเครื่องจักร

แต่ถ้าคิดขั้นพื้นฐานในเรื่องความแตกต่างของน้ำหนัก (เพราะงบน้อย) เราก็สามารถใช้วิธีติดตั้งพัดลมคอยเป่าช่วงสายพานลำเลียงระหว่างนำสินค้าบรรจุกล่องแล้ว แรงลมจะช่วยเป่าให้กล่องที่มีน้ำหนักเบา เพราะไม่มีสินค้าตกพื้นไปโดยอัตโนมัติ ไม่ถูกลำเลียงขึ้นรถไปขายให้กับลูกค้าได้เหมือนกัน

ความคิดสร้างสรรค์ จึงเป็นเรื่องที่ “ไม่หยุดนิ่ง” ต้องพยายามขยายขอบเขตความคิดออกไปว่าจะมีวิธีการใดที่ดีกว่านี้อีกหรือไม่!?

สองกรณีข้างต้น สะท้อนให้เห็นแล้วว่า “ความคิดสร้างสรรค์” นอกจากช่วยลดเวลาการทำงานและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นแล้ว ยังช่วยแก้ไขปัญหาได้อีกด้วย ซึ่งว่าไปแล้ว เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่อง “สามัญสำนึก” ที่ เพียงแต่ต้องการความตระหนักว่าจะทำอย่างไรให้สิ่งรอบตัวเราดีขึ้น

ทำเว็บไซต์ให้รุ่ง

เรียน ท่านอาจารย์ สิทธิเดช ลีมัคเดช

ผม ทรงศักดิ์ รหัส ry038 ขอสอบถาม ข้อส่งสัย ดังนี้ ครับ ท่าน อาจารย์ จะให้ ส่ง ข้อมูลอะไร บ้าง ขอราย ละเอียด อีก ครั้ง ครับ ช่วงกลางคืน กลับไปบ้าน ผมไม่แน่ใจ ว่า อะไร บ้าง จะเหมือน หนังสือ รุ่น ที่ จะทำหรือเปล่า ครับ เช่น ชื่อบริษัท ชื่อผู้บริหาร ที่อยู่ ประวัติ company profile สินค้า หลัก รูป หน้า ร้าน หรือรูปสินค้า ขอ รายละเอียดอีกครั้ง ครับ จะ รีบแจ้งเพื่อน สมาชิก รีบดำเนินการไปให้
+++++++++++++++++++++++

ผมมี ข้อซักถาม การ ขี้น web ของ บริษัทผม ครับ ปัจจุบัน ผมให้ พนักงาน ขึ้น web โดย จ้าง คนภาย นอก ทำ web สำเร็จรูป ให้ โดย พนักงาน บริษัท กรอก เฉพาะ ข้อมูล สินค้า รวมทั้ง รูป ทดลอง ดู ชื่อ web บริษัท คือhttp://www.vichaisak.co.th/ ที่สงสัย คือ ค่อน ข้างสับสน ว่า

1. จะทำ webแสดง สินค้า อย่างเดียว แล้ว ให้ คนสนใจ ติด ต่อกลับ มา ทางเบอร์ โทร ที่ แจ้งไว้ บน web เพื่อ ทำการซื้อ ขาย ต่อไป

2. หรือ ทำ แบบ ตะกร้า รถเข็น เก็บเงิน สด แต่วิธี นี้ ต้องแจ้ง ราคา สินค้า อาจ มีผลเสีย ข้อมูล ทุกฝ่ายดูได้หมด ทั้ง ลูกค้า และ คู่แข่ง หรือ จะทำ ทั้งสอง อย่างได้ อย่างไร

3. ตามที่ได้ฟังจาก ท่าน อาจารย์ สิทธิเดช เหมือน กับ ให้ คิด สินค้า ใหม่ ที่ สนองความ ต้อง การ ลูกค้า แล้ว นำเสนอ ขายในรูป เงิน สด อัน นี้ ไม่ แน่ใจ จะใช่ ที่อาจารย์ บอกหรือเปล่า

4. ถ้า ผม สนใจ จะ ค้าขาย ผ่าน web หรือ e-commerce จะเริ่ม ทำ อย่าง ไร ข้อคำปรึกษา ครับ อีก ทั้ง สนใจ จะ ให้ อาจารย์ เป็น ที่ปรึกษา พัฒนา ให้ ทำ อย่างไร ขายบน webได้ ครับขอแสดงความ นับถือ และ ขอขอบคุณ ทุกคำ ชี้แนะ ที่ มี ครับ

ทรงศักดิ์ ไทยเพชร์กุล 089-9391177RY9038โครง การ ksme care 9 ระยอง
Email: songsak@vichaisak.co.th , vichaisak@gmail.com
http://www.vichaisak.co.th/

++++++++++++++++++++++++++++++++++++

การทำเว็บไซต์ดีอยู่อย่างหนึ่ง คือการกระจายข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ และเว็บไซต์นี้ ผมตั้งใจอยากจะให้ผู้ประกอบการที่เข้าอบรมฯ ได้ใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์ทั้งการแนะนำธุรกิจ และตอบข้อซักถาม อันจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านท่านอื่นด้วย

เบื้องต้น ผมอยากให้ทุกคนส่ง ชื่อ ประเภทธุรกิจ และหมายเลขโทรศัพท์ในห้องประชุม เนื่องจากเวลาน้อย แต่หากท่านมีความพร้อมด้านข้อมูลมากกว่านี้ ใจผมอยากให้เล่าเรื่องราว (Story) ประสบการณ์ธุรกิจของท่านมากกว่า ว่ามีแรงบันดาลใจอย่างไร จุดแข็งของธุรกิจ ประโยชน์ของสินค้า โดยดูตัวอย่างจากลิงค์นี้http://www.nubrella.com/company.php ใช้ภาษาง่ายๆ เพราะเว็บบล็อกนั้นเหมาะกับการบันทึกเรื่องราว หากมีผู้อ่านเรื่องราวของท่านแล้วเกิดความประทับใจ เขาก็จะโทรศัพท์ติดต่อกับท่านโดยตรง หรือหากท่านมีเว็บอยู่แล้ว ผมก็จะทำลิงค์ไปยังเว็บธุรกิจของท่าน...ดังนั้นท่านผู้เข้าอบรมท่านใดอยากเผยแพร่ประสบการณ์ตรงนี้ก็อีเมลตรงถึงผมได้ที่ bananaclick@gmail.com
+++++++++++++++++++++++++++

คราวนี้มาตอบคำถามของคุณทรงศักดิ์บ้าง
ผมขอรวบข้อ 1-2 เข้าด้วยกัน ว่าควรทำเว็บเป็นแคตาล็อกออนไลน์ (ไม่บอกราคา) หรือแจ้งราคาพร้อมมีระบบตระกร้าให้ลูกค้าชำระเงินได้ แบบไหนดีกว่ากัน

คำตอบนี้ ต้องศึกษา 3 เรื่องต่อไปนี้ คือ 1. สินค้า 2. พฤติกรรมลูกค้า 3. สถานการณ์ อย่าง ของคุณทรงศักดิ์เป็นเครื่องมือช่าง กลุ่มเป้าหมายมีทั้งผู้ใช้ทั่วไป และร้านค้าอุปกรณ์ก่อสร้าง การไม่ใส่ราคาทำให้ลูกค้าต้องโทรศัพท์มาสอบถาม ข้อดีคือเปิดโอกาสให้พนักงานเจรจา คุยเรื่องราคาต่อรอง หรือแนะนำสินค้าอื่น แต่การใส่ราคามีระบบตระกร้าลูกค้าก็ซื้อได้สะดวก ตัดสินใจได้ทันที ดังนั้น คุณทรงศักดิ์อาจต้องใช้ 2 วิธีผสมผสานกัน หากกลัวคู่แข่งตัดราคาขาย คือบุคคลทั่วไป ให้ดูเป็นแคตาล็อกได้ว่าเราขายอะไร แต่ถ้าลูกค้าเคยซื้อ เราก็ให้ Password เขา Log in มาสั่งซื้อได้ทันที ส่วนเรื่องสถานการณ์นั้น หากเป็นสินค้าที่เราต้องการโล๊ะสต๊อกแล้วก็ระบุราคาให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้เลย เพราะของถูกกว่าคู่แข่งอยู่แล้ว

คำตอบของข้อ 3 ที่คุณทรงศักดิ์เข้าใจนั้น ถูกต้องครึ่งหนึ่งครับ เพราะการคิดและทำสินค้าใหม่ให้ติดตลาดได้นั้น เป็นคำจำกัดความของหัวข้อที่บรรยายคือ เรื่องความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม แต่ที่ผมยกตัวอย่างกล้วยตากออนไลน์ เพื่อชี้ให้เห็นว่า บางครั้งมีสินค้าเดิมอยู่แล้ว เรารู้จักคิดสร้างสรรค์ต่อยอด เพิ่มมูลค่าขึ้นได้ ไม่จำเป็นต้องนั่งคิดอะไรใหม่ทั้งหมด ส่วนนวัตกรรมเดิมก็นำมาพิจารณาว่าเพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจเราขยายได้อย่างไร กรณีกล้วยตาก เพียงปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ก็แก้ปัญหาเรื่องเลอะมือและรสชาติได้ หรือการใช้อินเทอร์เน็ตทำอีคอมเมิร์ชเป็นช่องทางขายก็ช่วยลดต้นทุนค่าเช่าร้าน และจ้างพนักงานขาย ส่วนการเก็บเงินสดนั้น เป็นเรื่องดีอยู่แล้ว ที่เศรษฐกิจโลกมีปัญหาอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะนวัตกรรมการเงินที่มันสลับซับซ้อนเกินไปนี่แหละ........

ข้อ 4 อีคอมเมิร์ช เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับธุรกิจปัจจุบัน เพราะ ช่วยลดต้นทุน ขยายตลาดได้ แต่สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้กลุ่มเป้าหมายต้องการเรา ประเด็นคือ สินค้ามีคุณภาพ ราคาแข่งขันได้ บริการรวดเร็ว ผู้ขายมีความรับผิดชอบ ถ้าลูกค้า เชื่อมั่น แบบนี้ ธุรกิจก็ไปโลดครับ การที่คุณทรงศักดิ์มีเว็บก็ถือเป็นการทำอีคอมเมิร์ชอยู่แล้ว แต่ต้องรู้จักวิธีประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ จัดโปรโมชั่น ลองเสิร์ชwww.google.com ศึกษาว่าเว็บคู่แข่งเขาจัดกิจกรรมการตลาดอย่างไร ต้องส่งพนักงานไปเยี่ยมร้านค้าตัวแทนจำหน่าย อย่าไปนึกว่ามีเว็บแล้วละเลยสิ่งเหล่านี้ ให้นามบัตรที่มีชื่อเว็บ อธิบายว่าเขาสามารถเข้าไปดูสินค้าใหม่ๆ และสั่งซื้อได้ทันที การทำเว็บช่วยลดค่าแคตาล็อก และเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับคู่ค้า ในทำนองเดียวกัน เราควรออกบู๊ทแนะนำสินค้าตามศูนย์การค้าฯ เพื่อแนะนำเว็บด้วย นอกจากนั้น ในเว็บควรมีความรู้วิธีใช้เครื่องมือ ก็จะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเราเป็นมืออาชีพมากขึ้น ที่สำคัญจัดกิจกรรมต่างๆ แล้ว อย่าลืมเก็บสถิติผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บฯไซต์เพื่อประเมินผลและปรับปรุงด้วย...

วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2552

5 ด่านสร้างความคิดสร้างสรรค์

19 มีนาคม 2552 ผมได้รับจดหมายเชิญจากคณะการจัดการและการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยบูรพา ว่าจะมีการจัดโครงการส่งเสริมการจัดการที่ยั่งยืนของ ผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ภาคตะวันออก (KSME Care) ฝึกอบรมด้านบริหารธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการภาคตะวันออก โดยได้รับการสนับสนุนจากธนาคารกสิกรไทย จึงได้เชิญให้ผมมาบรรยายเรื่อง “Creativity and Innovation" ในวันที่ 23 มิถุนายน 2552 เวลา 18.00-21.00 น. ณ ห้องประชุมสร้อยเพชร โรงแรมโกลเด้นซิตี้ จังหวัดระยอง

อนุเสาวรีย์ Spirit of Innovation ที่ตั้งอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ตัวแทนความหมายของนวัตกรรม

++++++++++++++++++++++++++++++++++

สารภาพก่อนว่า ผมมีความตั้งใจอยากจะบรรยายเรื่องความคิดสร้างสรรค์กับนวัตกรรมมานานแล้ว แต่ยังไม่มีใครชวนเสียที เลยอาศัยแนวคิดเหล่านี้ฝังไปในเรื่องของการบรรยายอีคอมเมิร์ช, การพยากรณ์ตลาด หรือโอกาสธุรกิจ โดยพยายามใช้เรื่อง "ความแตกต่าง" เป็นจุดเชื่อมโยง เพราะหากพูดถึงนวัตกรรมแล้ว คนมักคิดว่าเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ ยากแก่การเข้าใจ ดูอย่างอนุเสาวรีย์ที่ฝรั่งปั้นเพื่อรำลึกถึงความสำคัญของนวัตกรรม ยังเป็นรูปคนถือหลอดแก้วทดลองเลย
++++++++++++++++++++++++++++
เมื่อทางคณะผู้จัดแจ้งผมล่วงหน้า 3 เดือน ก็เลยมีเวลาไปรวบรวมข้อมูลเดิม และติดตามความคืบหน้าว่านวัตกรรมในปัจจุบัน มีอะไรน่าสนใจ ไปเดินงานที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาจัดขึ้นที่ศูนย์สิริกิตต์เมื่อเดือนมิถุนายนด้วย สัมภาษณ์ผู้ประดิษฐ์คิดค้นที่ได้นวัตกรรม หาสินค้าต่างๆ ที่เป็นนวัตกรรมที่น่าสนใจและได้รับรางวัลเตรียมไปให้ผู้เข้าอบรมเห็น และได้สัมผัสกับของจริง เพราะถ่ายภาพไป ก็จะไม่รู้ถึงวัตถุดิบ, ขนาดหรือรายละเอียดต่าง ว่าเขาใช้อะไรทำ (บางอย่างต้องใช้ดม ซึ่งเป็นคุณสมบัติพิเศษ) เลยขนใส่กระเป๋าไปใบเบ้อเร่อ
++++++++++++++++++++++++++

ปัญหาต่อมาคือรูปแบบการบรรยาย หลักการสำคัญคือ คิดแล้วต้องทำให้เกิดประโยชน์ ตอนที่คุณเกด ผู้ประสานงาน โทรมาทวงเอกสารประกอบการบรรยาย ผมจึงส่งให้ไปเพียง 6 สไลด์ แถมยังเป็นสไลด์ที่ผู้อบรมต้องหาคำตอบจากการฟัง แล้วเติมคำในช่องว่างเองด้วย

ประเด็นนี้ สุ่มเสี่ยงกับคะแนนประเมินวิทยากร เพราะมีข้อของ "เอกสารประกอบการบรรยาย" ด้วยว่าดีหรือเปล่า !?
++++++++++++++++++++++++++++++++

ถ้าเป็นหัวข้อ อีคอมเมิร์ช ผมไม่มีปัญหานั้นอยู่แล้ว เพราะถ้าเขียนเป็นหนังสือพ๊อคเก็ตบุ๊คได้ตั้ง 2 เล่ม กับเอกสารบรรยาย ยิ่งเป็นเรื่องง่าย แต่ถ้าเป็นเรื่องความคิดสร้างสรรค์ เราจะไปกำหนดกรอบความคิดเขาทำไม ในเมื่อวัตถุประสงค์คือ ต้องการให้เขาคิดสร้างสรรค์ พัฒนา ขยายองศาการมองเห็นสิ่งรอบตัว ซึ่งเอกสารการบรรยายบางครั้งก็ทำให้คนไม่สนใจฟังที่วิทยากรบรรยายเท่าที่ควร เพราะคิดว่ามีเอกสารอยู่แล้วกลับบ้านไปก็อ่านเอาเองได้

ดังนั้นหลักการเรียนในครั้งนี้ เขาเข้าใจอย่างไร ก็บันทึกไปอย่างนั้น หากมีการเก็บเอกสารการบรรยายที่พวกเขาเติม เราก็จะได้มีความคิดแตกกระจายหลากหลายมาก ซึ่งนั่นง่ายต่อการที่จะเลือกมาพัฒนาเป็น "นวัตกรรม" !

ที่สำคัญ มันเป็นการบันทึกจากความทรงจำ แม้เอกสารหายไป องค์ความรู้ก็ยังอยู่ติดสมอง ติดตัวพวกเขา? เพราะทั้งได้เห็น ได้ยิน ได้สัมผัส ได้คิด ได้ลงมือทำกับมือ



ถ้วยต้มไข่ ซึ่งได้รับรางวัลสิ่งประดิษฐ์จากต่างประเทศมากมาย มีหลักการง่าย ด้วยการสร้างลูกบิดกำหนดการระเหยของน้ำร้อน


บรรยากาศในห้องประชุมสร้อยเพชร 3 เวลา 18.00 น. ผู้เข้าอบรมเริ่มทะยอยกันเข้ามา



ผมแบ่งการบรรยายคราวนี้ออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน คือเรื่อง "ความคิดสร้างสรรค์" แล้วก็จะต่อด้วย "นวัตกรรม" ปิดท้ายด้วยเรื่องของ "อีคอมเมิร์ช" ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้จัดและผู้เข้าอบรมขอเพิ่มเติมมา เนื่องจากเห็นว่ามีประสบการณ์ด้านนี้อยู่แล้ว ทำให้ต้องขยายเวลาออกไปจากเดิมอีกหนึ่งชั่วโมง


+++++++++++++++++++++++++++++

ความหมายของ ความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) ก็คือความคิดที่แปลกแตกต่าง เป็นสิ่งใหม่และเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ชาติ


การจะเริ่มต้นความคิดสร้างสรรค์ได้นั้น ต้องรู้จักฝึกและสร้างระบบความคิดของตัวเองก่อน โดยไม่ยอมจำนนต่อสภาพแวดล้อมเดิมๆ และที่สำคัญต้องกล้าจะเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ที่ใครคนอื่นมองไม่เห็น ผมจึงนำแบบทดสอบมาให้พวกเขาได้ฝึกสมองตนเอง โดยมีรางวัลที่หนึ่งเป็น หนังสือ "เมื่อ SMEs จะมีเว็บไซต์" รางวัลที่ 2 เป็นที่เก็บแปรงหัวหมีแพนด้า และรางวัลที่ 3 เป็นไปรษณียบัตรส่งชิงโชคชื่อลูกหมีแพนด้า (เขาอาจได้รับเงิน 1 ล้านบาท)

+++++++++++++++++++++++++++++++++


ของรางวัลเป็นเพียงสีสันเท่านั้น ที่สำคัญผมต้องการให้ทุกคนได้ฝึกคิด โดยมี 5 ด่าน คือด่านแรกผม มีจุดดำแล้ว ให้ทุกคนคิดว่าคือ ภาพอะไรได้บ้าง เช่น วงกลม, สีดำ, ปากท่อ, หลุมดำ ฯลฯ ใครได้มากที่สุดในเวลา 3 นาทีก็เก็บแต้มทำคะแนนสะสมไป ปรากฏว่ามีท่านหนึ่งได้ถึง 21 นิยาม รวมถึงสุริยุปราคราด้วย !!! แบบฝึกหัดนี้ ทำให้เราตีความ จากการมองเห็น นอกจากสัญญลักษณ์แล้วยังสามารถเชื่อมโยงไปสู่สิ่งต่างๆ ได้อย่างมากมาย ในเชิงธุรกิจเราสามารถนำความรู้นี้มาดัดแปลงสร้างเป็นโลโก้ หรือเครื่องหมายการค้าได้

++++++++++++++++++++++++++++

ด่านที่สองเป็นเรื่องของ รถประจำทาง ดังภาพ คำถามคือ รถคันนี้จะวิ่งไปทางไหน !?ความจริงแล้ว คำตอบนี้มีให้เลือกเพียง 2 ข้อเท่านั้น คือ ซ้าย หรือ ขวา แต่ก็ยังมีผู้อบรมบางรายพยายามคิดว่ามันวิ่งไปทางไหนก็ได้ (ผมคิดว่าอาจจะเป็นผลข้างเคียงจากการผ่านด่านแรกมาอย่างสะบักสะบอม) เลยต้องบังคับตอบว่าทางซ้าย หรือขวา
คำตอบนี้มีคำตอบที่ถูกต้องเพียงคำตอบเดียวครับ หากท่านเข้าใจโครงสร้างรถโดยสารจริง ว่าทุกคันต้องมีประตู เมื่อท่านรู้ว่าประตูอยู่ด้านไหน ท่านจะเข้าใจเองว่า มันกำลังวิ่งไปทางใด ดังนั้นการที่จะทำนวัตกรรมได้ต้องรู้เรื่องนั้นให้กระจ่าง ถ่องแท้เสียก่อน



แบบฝึกหัดที่ 3 ผมนำมาจากทฤษฏี 9 จุด (Nine Dot) ของฝรั่ง ซึ่งนานมากแล้ว ว่าจะลากเส้นเชื่อมโยงจุดทั้ง 9 ด้วยเส้นตรงสี่เส้นโดยไม่ยกปากกาได้อย่างไร........ด่านนี้คือสอนให้รู้วิธีคิดนอกกรอบ เป็นเรื่องที่คนอื่นมองข้าม และไม่คิดจะทำ ผมยกตัวอย่างถุงกล้วยแขกของวัดสวนแก้วครับ ที่อื่นอาจใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ภาษาไทย, ภาษาอังกฤษ แต่ที่วัดนี้ พระพยอมกล้านำโฉนดมูลค่า 10 ล้านบาทมาพิมพ์พับเป็นถุงใส่กล้วยแขก ปรากฏว่าขายดีมาก บางคนขับรถมาไกล ขายกล้วยหมดแล้ว เหลือแต่ถุงก็ยังซื้อกลับไปเป็นที่ระลึก Amazing Thailand!!!
++++++++++++++++++++++++++++

ด่านที่ 4 เป็นเรื่องของการเพิ่มมูลค่าจากสินค้าเดิม โดยผมยกตัวอย่างปากกาที่มีทัมป์ไดร์ฟ ให้ผู้เข้าอบรมคิดว่าปากกาในอนาคตควรมีอรรถประโยชน์ใดเพิ่มขึ้นอีกบ้าง ผู้บริโภคจึงจะอยากใช้ มีผู้ให้คำตอบว่า "บลูทูธ" ! อินเทรนด์ดีจัง!


เมื่อรู้ว่าความคิดสร้างสรรค์จะสร้างได้อย่างไร ? (แนวความคิดเชื่อมโยงความสัมพันธ์จากสิ่งหนึ่งไปสู่สิ่งใหม่, การรอบรู้สิ่งนั้น เข้าใจอย่างแท้จริง, การคิดนอกกรอบ, การสร้างมูลค่าเพิ่มที่ตลาดต้องการ ) ผมก็พาเขาไปรู้จักสินค้าต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากแนวคิดดังกล่าว แล้วสรุปว่า การเพิ่มมูลค่าธุรกิจของตัวเองนั้น ไม่ได้หมายถึงว่าต้องสร้างสิ่งใหม่ทั้งหมด แต่รู้จักคิดสร้างสรรค์จากสินค้าเดิม ใช้นวัตกรรมที่อยู่แล้ว มาพัฒนาได้ เช่นกรณีศึกษากล้วยตาก bananaclick ซึ่งแก้ปัญหาของสินค้าเดิมด้วยบรรจุภัณฑ์แบบใหม่ ใช้นวัตกรรม พลังแสงอาทิตย์ผลิตสินค้า และใช้อินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางจำหน่าย

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++

แบบฝึกหัดสุดท้าย จึงขอให้พวกเขาลองคิดว่าจะใช้ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม จัดการกับธุรกิจของเขาให้ดีได้อย่างไร
•สินค้า
•กลุ่มเป้าหมาย
•ประโยชน์
•กระบวนการ
•ช่องทางการจัดจำหน่าย
•การติดต่อสื่อสาร

ขอขอบคุณ คุณกร, คุณนารถ และพี่จเร , คุณปุ๊ก (พรทิพย์ พานิช) ผู้ประกอบการธุรกิจจากชลบุรี และคุณเกด, คุณประทีป ที่ช่วยอำนวยความสะดวกต่างๆ ทำให้การสัมมนาครั้งนี้ผ่านไปอย่างราบรื่น สำหรับผู้เข้าอบรมที่สนใจจะสอบถามเพิ่มเติมสามารถติดต่อผมได้ทางอีเมล bananaclick@gmail.com นะครับ ผมจะรีบตอบให้ เสียดายว่ายังทำรายชื่อและประเภทธุรกิจไม่ได้ เนื่องจากมีผู้ส่งเพียง 2-3 รายเท่านั้น ถ้าอย่างไร ใครอยากได้ทำเนียบรุ่นบนเว็บไซต์ก็ทะยอยแจ้งผ่านทางอีเมลข้างต้นได้ ผมจะได้มีข้อมูลจัดทำให้ฟรีครับ
++++++++++++++++++++++++++++++++++
หมายเหตุ : สังเกตุว่าระหว่างบรรทัด แทนที่ผมจะใช้เส้นคั่น ผมจะใช้เครื่องหมายบวกแทน เพียงอยากบอกว่าความคิดสร้างสรรค์ ต้องเริ่มต้นด้วยการคิดบวก (เรื่องที่ดี) เสียก่อน

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ความคิดสร้างสรรค์


ใครหลายคนเข้าใจว่าเรื่อง “ความคิดสร้างสรรค์” เป็นเรื่องของพรสวรรค์ ที่ติดตัวมาแต่กำเนิด

ผมเคยฟัง คุณดวงฤทธิ์ บุนนาค สถาปนิกและนักออกแบบ ท่านบรรยายว่า”ความคิดสร้างสรรค์” เป็นเรื่องของ “ธรรมชาติ” ของมนุษย์ แม้ไปฝืนให้ “ไม่มี” ก็ยังทำไม่ได้ด้วย!
เพราะ “ความคิดสร้างสรรค์” เกิดขึ้นจากการที่คนเริ่มเบื่อกับความซ้ำซาก จำเจ (Creativity is born only when you are bored of what already there.) ดังนั้นมนุษย์จึงต้องแสวงหาและสร้างสรรสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อทำให้ชีวิตมีสีสันขึ้น

การที่เรายังไม่เกิดความคิดสร้างสรรค์ขึ้นมาในเวลานี้ อาจเป็นเพราะยังไม่รู้สึกเบื่อสิ่งนั้น หรือรู้สึกเบื่อแล้ว แต่ยังนึกหาวิธีสร้างสิ่งใหม่ๆ ไม่ได้ก็เพราะเราต้องมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้มากพอที่จะ “แหวกขนบ” ออกไปสร้างสิ่งใหม่ๆ ได้

อย่างไรก็ตาม หากต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจ ก็ยิ่งต้องมี “ความคิดสร้างสรรค์” เพราะ “ความคิดสร้างสรรค์” จะเป็น แรงบันดาลใจ ที่ทำให้เกิดสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ถ้าทำถูกตลาด ก็จะกลายเป็น “นวัตกรรม”

การที่จะทำให้เกิดนวัตกรรมขึ้นได้นั้น ต้องมีพื้นฐานสำคัญมาจาก “ทำแล้วลูกค้าชอบ”
ลูกค้าส่วนมากมักไม่พอใจเมื่อตนเองต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ การเป็นผู้ประกอบการธุรกิจฯ เวลาเจอปัญหา จึงต้องคิดข้ามอุปสรรคเหล่านี้ แทนที่ต้องวุ่นวายใจ ต้องคิดเสียว่า เป็นโอกาสดีที่เราจะมีโอกาส ผลิตสินค้าไปแก้ไขปัญหาให้เขา
ดร. โยชิโร นากามัตส์ นักประดิษฐ์ชาวญี่ปุ่น ผู้มีผลงานมากกว่า 3,000 ชิ้น เปิดเผยว่า ในวัย 14 ปี (ปัจจุบัน 81 ปี : ค.ศ. 2009) เห็นมารดาต้องก้มตัวลงยกน้ำมันก๊าซเพื่อถ่ายลงสู่ภาชนะอีกใบ เขาจึงคิดค้น “เครื่องปั๊มน้ำ” เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาให้มารดา ไม่ต้องใช้แรงมากในการยก

หลายปีมานี้ ผมสังเกตุว่าสินค้าที่เกิดจากพลังความคิดสร้างสรรค์ ก็มีจุดร่วมที่คล้ายคลึงกันอยู่ต่อไปนี้

1. สะดวกสบายขึ้น นับตั้งแต่การเดินทางเรามีการผลิตรองเท้า, จักรยาน, รถยนต์ จนปัจจุบันมีเครื่องช่วยเดินที่พอสวมเข้ากับลำตัวแล้ว จะทำให้เราใช้พลังงานในการเดินน้อยลง แต่ได้ระยะทางที่เพิ่มมากขึ้น

2. ขนาด ถ้า ขนาดเป็นเรื่องไม่สำคัญ คอมพิวเตอร์ประเภท Net Book คงไม่กลายเป็นสินค้าที่กำลังขายดีแซงเครื่องพีซีตั้งโต๊ะที่มีขนาดใหญ่ไปอย่างไม่เห็นฝุ่น โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือที่ต่ออินเทอร์เน็ตได้ มีรูปลักษณ์เพียวบางลง เหมาะสำหรับวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ ที่ต้องพกพา เคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่งกับที่

3. วัตถุดิบ การเปลี่ยนแปลงวัตถุดิบเพื่อการผลิตสินค้าชนิดหนึ่งก็มีผลในการเพิ่มอรรถประโยชน์ของการใช้ เช่น คีย์บอร์ดเดิมอยู่ในรูปของพลาสติกแข็ง แต่ปัจจุบันก็มีคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ที่ทำจากซิลิโคน ซึ่งม้วนดัดเก็บพกพาได้ง่ายกว่า

4. ดีขึ้น การพัฒนาเทคโนโลยีทำให้ชีวิตมนุษย์มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของยารักษาโรคที่ทำให้คนอายุยืนขึ้น , อินเทอร์เน็ตทำให้การติดต่อสื่อสารรวดเร็วและมีราคาถูกลง หรือแม้แต่การค้าขายที่ต้องอาศัยทำเลที่มีชุมชนหนาแน่น ก็เกิดอีคอมเมิร์ชที่ผู้ซื้อสั่งของได้จากห้องนอนของตนเอง

5. อารมณ์ คนซื้อสินค้าทุกวันนี้นอกจากจะให้ความสำคัญเรื่องประโยชน์ใช้สอยแล้วยังคำนึงถึงเรื่องการออกแบบ (Design) ทางด้านอารมณ์อีกด้วย ทั้งสีสัน, โครงสร้าง และลักษณะการใช้งาน เช่น ทัมป์ไดร์ฟ ที่อยู่ในรูปลักษณ์ของปากกา, สายรัดข้อมือ, ตุ๊กตา จะมีคุณค่าและราคาแพงกว่าทัมป์ไดร์ฟทั่วไป

6.หลากประโยชน์ การซื้อสินค้าชิ้นหนึ่งนำมาซึ่งอรรถประโยชน์มากมาย ผมนึกถึงมีดพกสวิส ที่ประกอบด้วยไขควงและเครื่องมือช่างต่างๆ โทรศัพท์มือถือเครื่องเดียว นอกจากใช้โทรออกและรับสายเข้าแล้ว ยังมีเครื่องคิดเลข, นาฬิกา, กล้องถ่ายรูป, วิดีโอ,วิทยุ, อินเทอร์เน็ต

7. ผสมผสาน การนำสิ่งของที่มีอยู่เดิม สองชิ้นมาผนวกกันก็เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ หรือบริการใหม่ๆ ได้ เช่น อินเทอร์เน็ต กับร้านหนังสือ เมื่อรวมกันเข้าก็เกิดร้านขายหนังสือบนโลกออนไลน์ (http://www.amazon.com/) หรือ เมนูอาหาร อย่างข้าวเปล่า กับ แกงเขียวหวาน เดิมเคยเสิร์ฟแยกจานกัน เมื่อนำมาผัดรวมกันก็ได้ “ข้าวผัดแกงเขียวหวาน” , หรือ “ไอศครีมข้าวกล้องงอก” เป็นต้น

8. แปรสภาพ ยุคที่โลกประสบปัญหาความร้อนจนน้ำแข็งขั้วโลกละลาย เพราะขยะจากการบริโภคแบบไม่ยั้งคิดของมนุษย์ ทำให้เกิดเรือนกระจก ความร้อนระเหยออกไปสู่อวกาศไม่ได้ ทำให้เกิดความตื่นตัว หันมาลดการใช้ ส่วนที่ใช้ไปแล้ว ก่อนจะทิ้งก็มาคิดวิธีแปรสภาพนำกลับมาใช้ใหม่ เช่น เสื้อกางเกงเก่า ถูกนำกลับมาออกแบบเป็นกระเป๋า, ยางรถสิบล้อเมื่อนำเอาเศษผ้ามาขึงก็กลายเป็นโซฟาตัวใหญ่ แม้แต่ตะเกียบที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งก็ถูกนำมาล้างและประดิษฐ์เป็นโคมไฟ การซื้อสินค้าเหล่านี้จึงช่วยให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้นด้วย

9. เพิ่มมูลค่าจากของเดิม ผมเคยนั่งแท๊กซี่ไปสนามบินดอนเมือง แท๊กซี่คันนี้ มีป้ายห้อยหลังเบาะคนขับ ว่ามีซีดีเพลง สปา, เพลงสวดมนต์ขาย ก่อนซื้อยังสามารถฟังเพลงตัวอย่างในรถได้อีกด้วย นอกจากได้รับค่าโดยสารแล้ว เจ้าของแท๊กซี่ยังมีรายได้เสริมจากการขายซีดีอีก

10. สร้างตลาดใหม่ เครื่องเล่น wii ที่นินเทโดคิดค้นขึ้น ตอนแรกนั้น ต้องการสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง ด้วยการทำให้ผู้เล่นมีโอกาสได้เคลื่อนไหวร่างกายแทนการนั่งลุ้นอยู่กับที่ กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ขายดีในสถานบำบัดกายภาพและฟื้นฟูร่างกายหรือแม้แต่ “ขิง” ซึ่งเป็นสมุนไพรเพื่อสุขภาพที่ใครก็รับประทานได้ แต่มีผู้ผลิตรายหนึ่งตั้งยี่ห้อว่า ปา-นะ เจาะจงให้ใช้เป็นสินค้าเพื่อการถวายสังฆทานโดยเฉพาะ (มีคำถวายพระ อยู่หลังบรรจุภัณฑ์ด้วย)

ทั้ง 10 แนวทางนี้ เป็นเสี้ยวหนึ่งของวิธีสร้างความคิดสร้างสรรค์

อุปสรรคสำคัญคือคำว่า “เป็นไปไม่ได้” บางที เราต้องลืมความหมายนี้ไปชั่วคราวเสียก่อน!?!