
ใครหลายคนเข้าใจว่าเรื่อง “ความคิดสร้างสรรค์” เป็นเรื่องของพรสวรรค์ ที่ติดตัวมาแต่กำเนิด
ผมเคยฟัง คุณดวงฤทธิ์ บุนนาค สถาปนิกและนักออกแบบ ท่านบรรยายว่า”ความคิดสร้างสรรค์” เป็นเรื่องของ “ธรรมชาติ” ของมนุษย์ แม้ไปฝืนให้ “ไม่มี” ก็ยังทำไม่ได้ด้วย!
เพราะ “ความคิดสร้างสรรค์” เกิดขึ้นจากการที่คนเริ่มเบื่อกับความซ้ำซาก จำเจ (Creativity is born only when you are bored of what already there.) ดังนั้นมนุษย์จึงต้องแสวงหาและสร้างสรรสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อทำให้ชีวิตมีสีสันขึ้น
เพราะ “ความคิดสร้างสรรค์” เกิดขึ้นจากการที่คนเริ่มเบื่อกับความซ้ำซาก จำเจ (Creativity is born only when you are bored of what already there.) ดังนั้นมนุษย์จึงต้องแสวงหาและสร้างสรรสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อทำให้ชีวิตมีสีสันขึ้น
การที่เรายังไม่เกิดความคิดสร้างสรรค์ขึ้นมาในเวลานี้ อาจเป็นเพราะยังไม่รู้สึกเบื่อสิ่งนั้น หรือรู้สึกเบื่อแล้ว แต่ยังนึกหาวิธีสร้างสิ่งใหม่ๆ ไม่ได้ก็เพราะเราต้องมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้มากพอที่จะ “แหวกขนบ” ออกไปสร้างสิ่งใหม่ๆ ได้
อย่างไรก็ตาม หากต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจ ก็ยิ่งต้องมี “ความคิดสร้างสรรค์” เพราะ “ความคิดสร้างสรรค์” จะเป็น แรงบันดาลใจ ที่ทำให้เกิดสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ถ้าทำถูกตลาด ก็จะกลายเป็น “นวัตกรรม”
การที่จะทำให้เกิดนวัตกรรมขึ้นได้นั้น ต้องมีพื้นฐานสำคัญมาจาก “ทำแล้วลูกค้าชอบ”
ลูกค้าส่วนมากมักไม่พอใจเมื่อตนเองต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ การเป็นผู้ประกอบการธุรกิจฯ เวลาเจอปัญหา จึงต้องคิดข้ามอุปสรรคเหล่านี้ แทนที่ต้องวุ่นวายใจ ต้องคิดเสียว่า เป็นโอกาสดีที่เราจะมีโอกาส ผลิตสินค้าไปแก้ไขปัญหาให้เขา
ดร. โยชิโร นากามัตส์ นักประดิษฐ์ชาวญี่ปุ่น ผู้มีผลงานมากกว่า 3,000 ชิ้น เปิดเผยว่า ในวัย 14 ปี (ปัจจุบัน 81 ปี : ค.ศ. 2009) เห็นมารดาต้องก้มตัวลงยกน้ำมันก๊าซเพื่อถ่ายลงสู่ภาชนะอีกใบ เขาจึงคิดค้น “เครื่องปั๊มน้ำ” เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาให้มารดา ไม่ต้องใช้แรงมากในการยก
หลายปีมานี้ ผมสังเกตุว่าสินค้าที่เกิดจากพลังความคิดสร้างสรรค์ ก็มีจุดร่วมที่คล้ายคลึงกันอยู่ต่อไปนี้
1. สะดวกสบายขึ้น นับตั้งแต่การเดินทางเรามีการผลิตรองเท้า, จักรยาน, รถยนต์ จนปัจจุบันมีเครื่องช่วยเดินที่พอสวมเข้ากับลำตัวแล้ว จะทำให้เราใช้พลังงานในการเดินน้อยลง แต่ได้ระยะทางที่เพิ่มมากขึ้น
2. ขนาด ถ้า ขนาดเป็นเรื่องไม่สำคัญ คอมพิวเตอร์ประเภท Net Book คงไม่กลายเป็นสินค้าที่กำลังขายดีแซงเครื่องพีซีตั้งโต๊ะที่มีขนาดใหญ่ไปอย่างไม่เห็นฝุ่น โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือที่ต่ออินเทอร์เน็ตได้ มีรูปลักษณ์เพียวบางลง เหมาะสำหรับวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ ที่ต้องพกพา เคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่งกับที่
3. วัตถุดิบ การเปลี่ยนแปลงวัตถุดิบเพื่อการผลิตสินค้าชนิดหนึ่งก็มีผลในการเพิ่มอรรถประโยชน์ของการใช้ เช่น คีย์บอร์ดเดิมอยู่ในรูปของพลาสติกแข็ง แต่ปัจจุบันก็มีคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ที่ทำจากซิลิโคน ซึ่งม้วนดัดเก็บพกพาได้ง่ายกว่า
4. ดีขึ้น การพัฒนาเทคโนโลยีทำให้ชีวิตมนุษย์มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของยารักษาโรคที่ทำให้คนอายุยืนขึ้น , อินเทอร์เน็ตทำให้การติดต่อสื่อสารรวดเร็วและมีราคาถูกลง หรือแม้แต่การค้าขายที่ต้องอาศัยทำเลที่มีชุมชนหนาแน่น ก็เกิดอีคอมเมิร์ชที่ผู้ซื้อสั่งของได้จากห้องนอนของตนเอง
5. อารมณ์ คนซื้อสินค้าทุกวันนี้นอกจากจะให้ความสำคัญเรื่องประโยชน์ใช้สอยแล้วยังคำนึงถึงเรื่องการออกแบบ (Design) ทางด้านอารมณ์อีกด้วย ทั้งสีสัน, โครงสร้าง และลักษณะการใช้งาน เช่น ทัมป์ไดร์ฟ ที่อยู่ในรูปลักษณ์ของปากกา, สายรัดข้อมือ, ตุ๊กตา จะมีคุณค่าและราคาแพงกว่าทัมป์ไดร์ฟทั่วไป
6.หลากประโยชน์ การซื้อสินค้าชิ้นหนึ่งนำมาซึ่งอรรถประโยชน์มากมาย ผมนึกถึงมีดพกสวิส ที่ประกอบด้วยไขควงและเครื่องมือช่างต่างๆ โทรศัพท์มือถือเครื่องเดียว นอกจากใช้โทรออกและรับสายเข้าแล้ว ยังมีเครื่องคิดเลข, นาฬิกา, กล้องถ่ายรูป, วิดีโอ,วิทยุ, อินเทอร์เน็ต
7. ผสมผสาน การนำสิ่งของที่มีอยู่เดิม สองชิ้นมาผนวกกันก็เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ หรือบริการใหม่ๆ ได้ เช่น อินเทอร์เน็ต กับร้านหนังสือ เมื่อรวมกันเข้าก็เกิดร้านขายหนังสือบนโลกออนไลน์ (http://www.amazon.com/) หรือ เมนูอาหาร อย่างข้าวเปล่า กับ แกงเขียวหวาน เดิมเคยเสิร์ฟแยกจานกัน เมื่อนำมาผัดรวมกันก็ได้ “ข้าวผัดแกงเขียวหวาน” , หรือ “ไอศครีมข้าวกล้องงอก” เป็นต้น
8. แปรสภาพ ยุคที่โลกประสบปัญหาความร้อนจนน้ำแข็งขั้วโลกละลาย เพราะขยะจากการบริโภคแบบไม่ยั้งคิดของมนุษย์ ทำให้เกิดเรือนกระจก ความร้อนระเหยออกไปสู่อวกาศไม่ได้ ทำให้เกิดความตื่นตัว หันมาลดการใช้ ส่วนที่ใช้ไปแล้ว ก่อนจะทิ้งก็มาคิดวิธีแปรสภาพนำกลับมาใช้ใหม่ เช่น เสื้อกางเกงเก่า ถูกนำกลับมาออกแบบเป็นกระเป๋า, ยางรถสิบล้อเมื่อนำเอาเศษผ้ามาขึงก็กลายเป็นโซฟาตัวใหญ่ แม้แต่ตะเกียบที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งก็ถูกนำมาล้างและประดิษฐ์เป็นโคมไฟ การซื้อสินค้าเหล่านี้จึงช่วยให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้นด้วย
9. เพิ่มมูลค่าจากของเดิม ผมเคยนั่งแท๊กซี่ไปสนามบินดอนเมือง แท๊กซี่คันนี้ มีป้ายห้อยหลังเบาะคนขับ ว่ามีซีดีเพลง สปา, เพลงสวดมนต์ขาย ก่อนซื้อยังสามารถฟังเพลงตัวอย่างในรถได้อีกด้วย นอกจากได้รับค่าโดยสารแล้ว เจ้าของแท๊กซี่ยังมีรายได้เสริมจากการขายซีดีอีก
10. สร้างตลาดใหม่ เครื่องเล่น wii ที่นินเทโดคิดค้นขึ้น ตอนแรกนั้น ต้องการสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง ด้วยการทำให้ผู้เล่นมีโอกาสได้เคลื่อนไหวร่างกายแทนการนั่งลุ้นอยู่กับที่ กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ขายดีในสถานบำบัดกายภาพและฟื้นฟูร่างกายหรือแม้แต่ “ขิง” ซึ่งเป็นสมุนไพรเพื่อสุขภาพที่ใครก็รับประทานได้ แต่มีผู้ผลิตรายหนึ่งตั้งยี่ห้อว่า ปา-นะ เจาะจงให้ใช้เป็นสินค้าเพื่อการถวายสังฆทานโดยเฉพาะ (มีคำถวายพระ อยู่หลังบรรจุภัณฑ์ด้วย)
ทั้ง 10 แนวทางนี้ เป็นเสี้ยวหนึ่งของวิธีสร้างความคิดสร้างสรรค์
อุปสรรคสำคัญคือคำว่า “เป็นไปไม่ได้” บางที เราต้องลืมความหมายนี้ไปชั่วคราวเสียก่อน!?!

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น